แม่พาลูกเข้าแอดมิท รพ.เอกชนดัง วางของมีค่าไว้ในห้อง หายเกลี้ยง

ผู้ใช้เฟซบุ๊ครายหนึ่งโพสต์ขอความช่วยเหลือผ่านโลกออนไลน์ หลังเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นในพื้นที่ที่ควรจะรู้สึกปลอดภัยที่สุดอย่างโรงพยาบาล แถมยังเป็นวอร์ดเด็กที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทุ่มเทสมาธิไปกับการดูแลอาการป่วยของลูก ไม่คิดว่าโรงพยาบาลเอกชนระดับท็อปที่มีมาตรฐานจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

แม่พาลูกเข้าแอดมิท รพ.เอกชนดัง วางของมีค่าไว้ในห้อง หายเกลี้ยง

โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 เม.ย.69 คุณแม่รายหนึ่งโพสต์เฟซบุ๊ค เปิดเผยว่า ณปุณณ์ (ลูก) เข้า แอทมิดที่รพ.เอกชน (ชื่อดังแห่งหนึ่งของหาดใหญ่) โดยมีพยาบาลพาไปเจาะเลือดอีกห้องหนึ่ง ช่วงเวลา 19.50-20.15 (โดยประมาณ) โดยที่ฝ้ายกับพี่จามก็ไปห้องเจาะเลือดด้วย เพราะสงสารลูก และตั้งกระเป๋าไว้ภายในห้องพักส่วนตัว ward 6 ของโรงพยาบาล หลังจากกลับมาจากเจาะเลือด ก็ไม่ได้ตรวจเช็คอะไรในกระเป๋า เพราะคิดว่า โรงพยาบาลระดับนี้ คงไม่มีอะไร เลยไม่ได้อะไร

จากนั้นวันที่ 21 เม.ย.69เวลาประมาณ 10 โมง ฝ้ายจะกลับบ้าน เพื่อไปเอาเสื้อผ้า เพราะคุณหมอไม่ให้พี่ปุณณ์กลับ ระหว่างจะลงลิฟต์ จะหยิบแว่นกันแดดออกมาใส่ แต่เหลือเพียงกล่อง ไม่มีแว่นแล้ว

ยาแพง คุมเพดานราคา รพ.เอกชน

เลยเดินไปถามที่เคาร์เตอร์ ward 6 ว่า กล้องวงจรปิดบริเวณหน้าห้องสามารถดูบุคคลเข้าออกห้องพักได้ไหมค่ะ พอดีมีแว่นกันแดดหาย?

พยาบาลตอบกลับมาว่า ”ดูไม่ได้ค่ะ ดูได้แค่บริเวณหน้าลิฟต์(ซึ่งไกลมาก และคนละมุมห้อง)“ ฝ้ายเลยถามว่า แล้วกล้องตัวที่อยู่หน้าห้องดูไม่ได้เหรอค่ะ พยาบาลตอบกลับมาว่า ”กล้องเสียค่ะ“ ฝ้ายเลยเดินกลับเข้าห้องแบบงงๆ และพูดกับพี่จามว่า ”โรงพยาบาลใหญ่ขนาดนี้ แต่กล้องวงจรปิดเสีย ดูอะไรไม่ได้ แล้วความปลอดภัยของคนไข้อยู่ตรงไหน?“ นึกภาพตามนะ สมมติมีคนร้ายเดินขึ้นมาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น??? ทั้ง ward กล้องวงจรปิดดูไม่ได้เลย จะไปกันใหญ่แล้ว และประเด็นสำคัญคือ ward 6 คือ ward เด็กด้วยนะ

เลยให้เพื่อนๆที่พี่จามรู้จักช่วยดูให้ กล้องบางตัวก็ดูได้ขึ้นมา แต่ฝ้ายยังไม่มีโอกาสเห็นดล้องนะค่ะ แล้วก็ไม่มีอะไรคืบหน้า จนเวลา 12.00 มีหัวหน้า ward 6 เดินเข้ามาแจ้งว่า “ช่วงเวลาดังกล่าว มีเจ้าหน้าที่เข้าออกในห้อง1คน เดี๋ยวทางโรงพยาบาลจะเรียกมาสอบสวนให้” รอ รอ รอ จนไม่ไหวล่ะ เลยชวนพี่จามไปแจ้งความ จนเวลาเกือบ 5 โมงเย็น มีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเดินมาแจ้งว่า “เรียกตัวมาสอบสวนแล้ว เขาไม่รับ แต่ตอนนี้ทางโรงพยาบาลสั่งพักงานชั่วคราวแล้วเรียบร้อย” ฝ้ายเลยถามกลับว่า “แล้วถ้าเขารับสารภาพ โรงพยาบาลจะไล่เขาออกใช่ไหม”

เจ้าหน้าที่ตอบกลับ “ใช่ค่ะ” *แล้วใครจะรับล่ะจ้า ยืนกระต่ายขาเดียวไปเลยว่าไม่ได้ทำ อย่างน้อยก็แค่โดนพักงาน ไม่โดนไล่ออก*

ฝ้ายเลยถามว่า ขอดูกล้องวงจรปิดได้ไหมค่ะ? ตอนนี้มีหนังสือแจ้งความล่ะ “ไม่ได้ค่ะ เพราะเป็นความรับของโรงพยาบาล”

ความรู้สึกตอนนี้นะ … 1. โรงพยาบาล Take action กับของที่สูญหายช้ามาก แจ้งตั้งแต่ 10 โมง มาแจ้งเรื่องตอน 5 โมงเย็น 2. โรงพยาบาลค่อนข้างเห็นแกตัว รักษาแต่ภาพลักษณ์และชื่อเสียงของตัวเอง 3. โรงพยาบาลไม่ให้เราเข้าไปดู หรือรับรู้อะไรเลยในการสืบสวนสอบสวน แค่ตอบมาว่า “เขาไม่รับ” 4. ถามชื่อ ตอบไม่ได้ ขอดูกล้อง ดูไม่ได้ อะไรไม่ได้สักอย่าง 5. ความเชื่อมั่น ความมั่นใจในโรงพยาบาลกลายเป็นศูนย์มาก 6. ฝ้ายสอบถามว่า ขอทราบชื่อบุคคลที่อยู่ในคลิปดังกล่าวได้ไหม? รูปร่างหน้าตาเขา

ประมาณไหน? เหตุผลที่สอบถามคือ เขารู้จักฝ้าย รู้จักลูกฝ้าย เราไม่รู้หรอกว่าเขาจะโกรธเราไหมหรือว่ายังไง แต่ให้เราได้ทราบข้อมูลเขาบ้างเพื่อความปลอดภัย แต่โรงพยาบาลกลับตอบกลับมาว่า “เป็นเรื่องของบุคลากร ตอนนี้ยังระบุไม่ชัดเจนไม่ได้ว่าเขากระทำความผิด จึงไม่สามารถแจ้งอะไรเพิ่มเติมได้” สุดท้ายคือฝ้ายไม่สามารถรับรู้อะไรได้เลยแม้กระทั่งชื่อและหน้าตาของคนในคลิปดังกล่าว

แม่พาลูกเข้าแอดมิท รพ.เอกชนดัง วางของมีค่าไว้ใน

เอาจริงๆนะ กล้องวงจรปิดมีทั่วทั้งโรงพยาบาล ถ้าโรงพยาบาลจะหาความจริงให้มันปรากฎ เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย โรงพยาบาลก็ทำได้ แต่กลับไม่ทำ ทุกช่วงเวลามันสามารถเอามาปะติดปะต่อกันได้หมด และกลับเลือกไม่ทำอะไร เขาเดินในห้องกี่นาที ออกจากห้องแล้วเดินไปไหน หลังจากนั้นไปไหน มันต้องตอบได้สิ!!!

ในเมื่อโรงพยาบาลเป็นที่พึ่งให้เราไม่ได้ จัดการอะไรไม่ได้ บอกอะไรเราไม่ได้เลย ช่วยกันปดปิดทุกอย่าง กลัวภาพลักษณ์และชื่อเสียงจะเสื่อมเสีย ขั้นตอนต่อไปอาจจะต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ หวังว่ามันคงจะเป็นความหวังเล็กๆของหนูได้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *